Open top menu
วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557
Possible for Trial? KTM 1190 Adventure R

Possible for Trial?

KTM 1190 Adventure R
จะพาคุณไปในที่ๆ คุณจะไปได้มากกว่าที่เคยไป..
ด้วยน้ำหนัก 217kg. และกำลังเครื่องยนต์ 1,195cc. 150BHP
พร้อมเทคโนโลยีจากรถแข่ง Rally Dakar ที่ถูกใส่ลงไปใน KTM 1190/R
ทำให้เจ้า 1190ADV นั้นสามารถฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างคล่องแคล่ว..
ทดสอบและเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ระดับแชมป์โลกได้แล้ววันนี้..
02-318-0100

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: KTM THAILAND
Read more
2015 Harley-Davidson Sportster Seventy-Two

"Sportster Seventy-Two" สไตล์ชอปเปอร์ยุค ‘70s โฉมปี 2015 ที่มาพร้อมโครงรถ ขอบล้อ
แฮนด์บาร์ทรง Mini-apehanger โครงไฟ ท่อไอเสีย และเครื่องยนต์ใช้โครเมียมทั้งคัน เ
พิ่มเฉดสีใหม่ : Deep Jade Pearl, Hard Candy Big Red Flake, Hard Candy Quicksilver Flake,
Hard Candy Cancun Blue Flake และ Black Quartz
ในส่วนของตัวรถ อัตราทดเกียร์ลดลง เกียร์ 1 จาก 9.315 เป็น 9.004 และเกียร์สุดท้ายจาก 3.517
เป็น 3.4 สำหรับเครื่องยนต์ยังเป็นแบบเดิม คือ เครื่องยนต์ Evolution V-twin 1,202 ซีซี
แรงบิดสูงสุด 96 นิวตันเมตร (70.7 ฟุต-ปอนด์) ที่ 3,500 รอบ/นาที
ฐานล้อและความสูงเบาะเท่าเดิมที่ 710 มม. (27.9 นิ้ว) ถังน้ำมันทรงถั่วรองรับความจุน้ำมันเชื้อเพลิง
ได้ 7.9 ลิตร (2.1 แกลลอน) ขณะที่อัตรากินน้ำมันอยู่ที่ 4.9 ลิตร/100 กิโลเมตร
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: HD-Playground
Read more
วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ Ducati Panigale

1199 Panigale & 1199 Panigale S Special Campaign
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ Ducati Panigale
" 1199 Panigale ABS "
ดาวน์ 299,900 บาท
ผ่อนเดือนละ 19,799 บาท x 48 เดือน
บอลลูน 299,000 บาท
พร้อมค่าจดทะเบียน และประกันภัยชั้น 1 (ปีแรก)
ขัดเคลือบสีรถ Glass Coating พร้อมบำรุงรักษา 1 ปี
บริการรถ Roadside Assistance 1 ปี
ท่อ Termignoni Slip On
การ์ดหม้อน้ำ Titanium Moto Corse

" 1199 Panigale S ABS "
ดาวน์ 299,900 บาท
ผ่อนเดือนละ 27,699 บาท x 48 เดือน
บอลลูน 389,000 บาท
พร้อมค่าจดทะเบียน และประกันภัยชั้น 1 (ปีแรก)
ขัดเคลือบสีรถ Glass Coating พร้อมบำรุงรักษา 1 ปี
บริการรถ Roadside Assistance 1 ปี
ท่อ Termignoni Slip On
การ์ดหม้อน้ำ Titanium Moto Corse

*สงวนสิทธิ์การเช่าซื้อผ่าน บริษัท กสิกร ลีสซิ่ง เท่านั้น
*สงวนสิทธิ์การจดประกันภัยชั้น 1 กับบริษัท ไทยศรีฯ เท่านั้น
*บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (ราคาดังกล่าวรวม VAT 7%)
ที่มาข้อมูล: Ducati Thailand
Read more
วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557
KRGT-1 สองล้อในฝันของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง Keanu Reeves

“KRGT-1” จาก Arch Motorcycles สองล้อในฝันคันโปรดของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง
Keanu Reeves และเพื่อนร่วมงานของเขา Gard Hollinger เตรียมโลดแล่นบนท้องถนนแล้ว!!
ย้อนไปถึงโปรเจคยักษ์ปี 2012 กับครุยเซอร์สุดหวาน “KR GT-1”
ที่ถูกดัดแปลงมาจาก Harley Wide Glide ปี 2005 สร้างขึ้นโดยโดยพระเอกมาดเข้ม
“Keanu Reeves” และช่างเทคนิคเพื่อนรักของเขา “Gard Hollinger”... สองปีให้หลัง
“KRGT-1” ได้กลายเป็นรถที่ใช้งานได้จริง อีกทั้งยังสามารถสั่งซื้อได้อีกด้วย
โดยรถมีราคาประมาณ 78,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยคอนเซ็ปต์ของเจ้า “KRGT-1”
มีอยู่ 3 อย่าง คือ Looks, Performance และ Serviceability ด้วยเหตุผลของความแตกต่าง
ไม่ต้องการให้เหมือนใคร รถทั้งคันจึงถูกสร้างขึ้นด้วยมือและเครื่องจักร CNC ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ ซึ่งรวมไปถึงจุดเด่นของรถ
คือ สวิงอาร์ม CNC อะลูมิเนียมในสไตล์ MotoGP
Billet CNC to the max
เฟรมและโครงรถใช้งาน CNC ซึ่งทำให้เนื้องานที่ออกมามีคุณภาพสูง โดยเฉพาะตัวถังน้ำมันทรงถั่วขนาด 5 แกลลอน
จุน้ำมันได้ถึง 19 ลิตร โละความเชื่อในรถแบบ Old-school ออกไป ใส่ความขลังด้วยแนวเรโทรผสมผสานกับโมเดิร์น
ซึ่งใช้เวลาดัดแปลงส่วนถังน้ำมันนี้ถึง 66 ชั่วโมงด้วยกัน
Top-drawer tech included
“KRGT-1” ใช้เครื่องยนต์ฮาร์เล่ย์ S&S Cycle 124ci (2,032 ซีซี) ระบบหัวฉีด V-Twin 121 แรงม้า
และ 165 แรงบิด ระบบเกียร์ 6-สปีด ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ยิ่งทำให้รถมีพละกำลังมากขึ้น
โช้คคู่หน้าจาก Ohlins ขนาด 43 มม. ปรับระดับได้ โช้คหลังไฮดรอลิคแบบโมโนจาก RaceTech
สุดยอดล้อคาร์บอนจาก BST และบังโคลนคาร์บอนเสริมความหล่อให้ตัวรถ ฐานล้อกว้าง 240 มม.
จับคู่กับคาลิปเปอร์ ISR monoblock หน้า 6 พอต หลัง 4 พอต ไฟหน้า LED แฮนด์บาร์ ไฟเลี้ยว
รวมถึงฟังก์ชั่นระบบไฟฟ้าจาก MotoGadget น้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 243 กิโลกรัม (538 ปอนด์)
ความกว้างที่พักเท้าเท่ากับ 2 นิ้ว และ 3 นิ้ว ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขณะการขับขี่
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: HD-Playground

Read more
วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
2015 Moto Guzzi V7 II เตรียมเผยโฉมในงาน Intermot

ทาง Piaggio เตรียมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นปรับปรุงของ Moto Guzzi V7
ในสัปดาห์หน้านี้ที่งาน Intermot ที่เมือง Colongne.
ชื่อเรียกใหม่ก็คงเป็น V7 II รุ่นใหม่ในกลุ่มนี้จะมีออกมา 3 version
ด้วยกันคือ V7 II Stone, V7 II Racer และ V7 II Special โดยจะกลับมาพร้อมกลับลักษณะเด่น
ของเครื่องยนต์ที่วางตามขวาง แต่จะวางไว้ต่ำลง 10 มม และเอียงไปข้างหน้า 4 องศา
เพื่อแก้ปัญหาที่นักบิดบ่นกันเรื่องวางหัวเข่าลำบากเพราะมักจะไปโดนเครื่องยนต์

ระบบส่งกำลังก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น 6 เกียร์พร้อมการปรับปรุงคลัชที่ให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
การปรับโฉมอย่างอื่นก็เป็นระบบ ABS แบบสองแชนแนล ระบบ traction control
ลดความสูงเบาะจาก 31.7 นิ้วมาเป็น 30.7 นิ้ว

มอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม V7 II จะมาถึงโชว์รูมในยุโรปเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนฝั่งอเมริกาอาจจะต้องรอนานอีกหน่อย
ทาง Piaggio ได้เพียงเผยภาพของ Moto Guzzi V7 II Stone ออกมาเท่านั้น
ส่วนรุ่นอื่นๆนั้นคาดว่าคงได้ยลโฉมกันในสัปดาห์หน้านี้ที่งาน Intermot
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: mocyclover.com
Read more
เรื่องราวในยุคเริ่มต้นของระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ (HD Springer in the Present Day)

HD Springer in the Present Day
เรื่องราวในยุคเริ่มต้นของระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคแรกของรถมอเตอร์ไซค์
และเริ่มหายไปจากสายการผลิตในช่วงปี 1950 จากการคิดค้นระบบกันสะเทือนหน้าแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
และราคาถูกกว่าอย่าง Telescopic แต่ระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ก็ยังเป็นระบบที่คลาสสิกและน่าเก็บสะสม
สำหรับ HD นั้น หลังจากที่ได้มีการนำเอาระบบกันสะเทือนหน้าอย่าง Hydra Glide
มาใช้กับรถในแบบเครื่องยนต์ Panhead ในปี 1949 แล้ว ต้องรอเกือบ 40 ปี
ถึงจะได้มีการนำเอาช่วงหน้าแบบสปริงเกอร์มาใช้ใหม่กับรถในตระกูล Softail อย่าง FXSTS Springer Softail
ที่ข้ามกาลเวลามาใช้ในยุคเครื่องยนต์ Evolution โดยถูกแนะนำออกมาในปี 1988 และถือเป็นวาระเฉลิมฉลอง
ครบรอบ 85 ปีของ Harley-Davidson ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีรถที่ผลิตออกมาจากโรงงานในระบบช่วงหน้าสปริงเกอร์เลย
โดย Springer Softail ใช้ตะเกียบหน้าที่ออกแบบมาคล้ายกับรถในยุค 1940 พร้อมกับกระบอกโช้คที่ติดตั้ง
ในตำแหน่งเดียวกับ Monroe Shock Absorber แต่ใช้ล้อหน้าขนาด 19” และบังโคลนหลังแบบ Bobtail ตูดเป็ด
ในช่วงปี 1995 ทาง HD ได้มีการแนะนำรถในแบบสปริงเกอร์มาอีกหนึ่งโมเดลคือ FXSTSB Bad Boy
โดยใช้ระบบกันสะเทือนหน้าและขนาดล้อแบบเดียวกันกับรุ่นพี่อย่าง Springer Softail แต่ต่างกันที่ชุดสปริงเกอร์
ของ Bad Boy จะมีสีดำมาจากโรงงาน ในปี 1997 เป็นปีสุดท้ายของ FXSTSB Bad Boy แต่ HD
ก็ได้แนะนำรถสปริงเกอร์รุ่นย้อนยุคเต็มตัวสู่ตลาด โดยใช้รหัสว่า FLSTS Heritage Springer
ซึ่งรถรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก EL และ FL Panhead ในปี 1948 โดยใช้ระบบช่วงหน้าแบบสปริงเกอร์
ชุบสีโครมเมี่ยม แตรติดอยู่บนด้านหน้าของชุดสปริง ไฟหน้าหัวกระสุน และไฟสปอตไลท์คู่
ล้อหน้า-หลังแบบซี่ลวดขนาด 16” พร้อมยางขอบขาว บังโคลนหน้าแบบย้อนยุคพร้อมหัวไฟติดตั้งบนบังโคลน
และแผ่นปิดกระเดื่องล้อหน้า ส่วนบังโคลนหลังคลุมล้อมาพร้อมกับไฟท้ายแบบป้ายหลุมศพ Tombstone
ท่อไอเสียออกซ้าย-ขวา พร้อมปลายท่อแบบหางปลา Fishtail กระเป๋าหนังซ้ายขวาประดับด้วยพู่หนัง
เบาะนั่งพร้อมรางเหล็กด้านหลังแถมด้วยพู่ติดมากับเบาะ
Heritage Springer ถูกผลิตในแบบเครื่องยนต์ Evolution มาจนถึงปี 1999 พอเข้าสู่ปี 2000
ก็ได้มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบเครื่องยนต์ Twin Cam ซึ่งเป็นการออกแบบตัวเฟรมใหม่ให้ใหญ่ขึ้น
เพื่อรองรับเครื่องยนต์ TC88B ที่มีระบบ Counter Balance ลดอาการสั่นของเครื่องยนต์เดิม
และใส่ชุดเกียร์ปะกบเข้ากับเครื่องยนต์ ไม่ใช่แบบแยกชุดเกียร์เหมือนกับตัว Evolution
ระบบเบรกหลังและกันสะเทือนหลังถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ Springer
ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 1988 นั่นก็คือระบบเบรกหน้าแบบ Caliper เดี่ยว ที่ให้ประสิทธิภาพ
การเบรกต่ำเมื่อต้องนำมาใช้กับรถน้ำหนักขนาด 300 กก. ขึ้นไป เหตุผลหนึ่งที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับ
ระบบเบรกหน้าที่ HD ไม่พัฒนาในระบบช่วงหน้าแบบสปริงเกอร์ คือความแข็งแรงของโครงสร้างตัวตะเกียบหน้าแบบนี้
ไม่สามารถรับแรงเบรกของคาลิปเปอร์ประสิทธิภาพสูงได้ แรงกดที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลให้
ตะเกียบหน้าหักก็เป็นไปได้
ในปี 2001 FLSTS ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของกระเป๋าข้างที่จากเดิมมีพู่ห้อย มาเป็นกระเป๋าหนังแบบเรียบๆ
ไม่มีพู่อีกต่อไป และในปี 2003 ซึ่งเป็นปีฉลองครบรอบ 100 ปีของ HD ก็เป็นปีสุดท้าย
ของรหัส FLSTS Heritage Springer ซึ่งในปีนี้ได้มีการออกรุ่น Two Tone พร้อมป้ายเหล็ก 100th
มาเป็นรุ่นสุดท้าย โดยมีบางกระแสบอกว่า ที่ HD เลิกผลิตรถรุ่นนี้มีสาเหตุมาจากระบบลูกปืนคอมีปัญหาง่าย
และแนะนำให้ทำการซ่อมบำรุงทุกๆ ระยะ 4,000 กม. โดยทำการอัดจารบีพิเศษของ HD
รถในแบบช่วงหน้าสปริงเกอร์พร้อมล้อหน้าขนาด 16” หายไปในปี 2004 แต่แค่เพียงปีเดียวเท่านั้น
พอปี 2005 HD ก็ได้แนะนำรถรุ่นใหม่ภายใต้รหัส FLSTSC Softail Springer Classic
สู่ตลาดโดยมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางจุดให้ดูทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น เมื่อนำไปเทียบกับคุณปู่ต้นแบบอย่าง
FL 1948 แล้ว FLSTSC ดูใกล้เคียงต้นฉบับมากกว่ารุ่นพี่อย่าง FLSTS อันเนื่องมาจากช่วงหน้าสปริงเกอร์
ที่ทำสีดำมาจากโรงงาน ตัดเอาไฟสปอตไลท์คู่ออก และเอาชุดแตรด้านหน้าออกไปด้วย
พร้อมกับกระเป๋าข้างที่เคยมีมาให้ในรถรุ่นก่อนก็หายไปในรถรุ่นนี้
จนมาถึงปี 2007 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของ FLSTSC โดยในปีนี้ HD ได้มีการออกเครื่องยนต์ตัวใหม่ TC96 เป็นปีแรก
และก็เป็นปีแรกที่ HD ยกเลิกระบบเครื่องยนต์แบบ Carburetor และเปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีดในรถทุกรุ่น
ทำให้ FLSTSC Softail Springer Classic ได้ใช้เครื่องยนต์ใหม่ตัวนี้ไปด้วย
พร้อมกับระบบเกียร์ชุดใหม่ขนาด 6 speed ที่ถูกนำมาใช้เป็นปีแรกของรถในตระกูล Softail
ในระหว่างที่ FLSTSC อยู่ในตลาดในช่วงปี 2005 ถึง 2007 แต่รุ่นพี่อย่าง FXSTS Springer Softail
ไม่เคยหายไปจากสายการผลิตนับตั้งแต่ปี 1988 มาจนถึงปี 2006 ซึ่งนับว่าเป็นปีสุดท้ายของพี่ใหญ่
ที่เริ่มต้นบุกเบิก Springer Frontend เป็นรุ่นแรก สิ่งที่เปลี่ยนไปในรถปี 2006 ของ FXSTS คือ
ล้อหลังขนาด 200 มม. ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถรุ่นนี้

ในปี 2008 HD ได้เข็นเอาน้องใหม่ล่าสุดของช่วงหน้าแบบ Springer ออกสู่ตลาด
โดยใช้รหัสว่า FLSTSB Cross Bones ที่ใช้เครื่องยนต์ TC96 กับระบบเกียร์ 6 speed
ที่เพิ่งถูกนำมาใช้เป็นปีที่ 2 รถรุ่น Cross Bones ใช้ระบบ Springer Frontend
ที่ถูกพัฒนามาจาก FLSTSC โดยทำสีตะเกียบเป็นสีดำ พร้อมกับ Monroe Shock Absorber สีโครเมี่ยม
แต่ตัวเครื่องยนต์แตกต่างจากรุ่นพี่ที่ผ่านมาโดยหัวเครื่องและฝา Primary เป็นแบบปัดเงา
ส่วนตัวครีบเครื่องเป็นสีดำที่ไม่มีการล้างครีบเครื่องด้านข้าง บังโคลนหลังเปลี่ยนมาเป็นแบบ Bobtail
ที่เคยใช้ใน FXSTS ในอดีต เบาะสปริงใบบัวขนาดใหญ่ที่ทำให้รถดูย้อนยุคกลับไปในปี 1948 อีกครั้ง
ในช่วงปี 2008 กระแส Vintage และ Bobber ค่อนข้างแรงทั่วโลก ทำให้ HD นำเอา Floor Board
แบบ Half-Moon มาใช้กับ Cross Bones รวมไปถึงบังโคลนหน้าหั่นสั้นในสไตล์ Bobber
พร้อมกับแฮนด์แบบ Mini Ape ที่เคยนิยมในช่วงยุค 70 และเคยใช้กับ FXSTS ในอดีตก็ถูกนำกลับมาใช้ใหม่
ในรถรุ่นนี้ Air Filter Cover ของ Cross Bones ก็แตกต่างจากรถรุ่นอื่นในปีเดียวกัน โดยใช้ Round Cover
ที่เคยใช้ในรถยุค Evolution แต่ทำสีดำให้กลมกลืนกับตัวเครื่องยนต์ อีกส่วนหนึ่งที่ดูแปลกตาในรถรุ่นนี้คือ
ล้อหลังขนาด 200 มม. ที่แตกต่างจาก Springer ในยุคก่อนที่ใช้ล้อหลังขนาด 150 มม.
FLSTSB Cross Bones อยู่ในตลาดมาจนถึงปี 2011 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระบบช่วงหน้า Springer ในยุคปัจจุบัน
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนในระบบรถช่วงหน้าแบบ Springer ของ HD ในยุคนี้
ตั้งแต่เริ่มต้นเปิดตัวมาในปี 1988 จนถึงปี 2011 ก็คือ Caliper เบรกหน้าที่ยังคงใช้แบบ Caliper เดี่ยว
มาตั้งแต่โมเดลแรกจนถึงโมเดลสุดท้าย จะมีก็แต่ FXSTSSE3 ซึ่งเป็นตัวสุดท้ายของตระกูล CVO Springer
ในปี 2009 ที่ใช้ระบบ Caliper พอร์ตคู่เท่านั้น
ล่าสุดในปี 2015 HD ก็ยังไม่มีรถในระบบช่วงหน้า Springer แนะนำออกมา
แต่คงอีกไม่นานที่ HD จะนำเอาระบบช่วงหน้าแบบคลาสสิกนี้ออกมาแนะนำสู่ตลาดอีกครั้ง
เหมือนกับรุ่นอื่นๆ ของ HD ที่ถูกเข็นออกมาใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลก
ของรถในสไตล์ Classic Cruiser...
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: hd-playground
Read more
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
IT’S NOT A ZÜNDAPP, IT’S A HONDA CB550

ภายหลังที่ได้รถคืนจากโจรที่ขโมยรถไป “Honda CB550” ของ “Coen” ซึ่งในเมื่อก่อนเป็นรถคันโปรดของพ่อของเขา
ก็ถูกบริจาคนำมาใช้สร้างรถคัสตอมสุดคลาสสิค  โดยช่างฝีมือ “Chris” แห่ง “Tin Can Customs”
“Coen” ต้องการรูปทรงที่ใช้ต้นแบบจากรถคันอื่น แต่”Chris”ไม่ต้องการให้ผลงานไปซ้ำใคร
จึงเสนอแนะทางออกที่ดีที่สุดให้กับเขา เริ่มต้นด้วยถอดชิ้นส่วนเก่าๆ ติดตัวรถออกเป็นต้นว่า ไฟหน้า, ไฟท้าย,
ถังน้ำมัน, กล่องไฟ ตะเกียบหน้า “BSA M20” ได้มาจากอีเบย์
ท้ายแบบ ‘hardtail’ เป็นส่วนที่ค่อนข้างดัดแปลงยากที่สุดสำหรับ CB550 เนื่องจากอะไหล่อุปกรณ์เริ่มหาไม่ได้
ตามตลาดทั่วไป อีกทั้งมุมองศาเฟรมท้ายรถเดิมๆ ดีไซน์มาลงตัวอยู่แล้วยากที่จะดัดแปลง
อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าที่คิด สามารถบ่งบอกตัวตนของรถได้เป็นอย่างดี
ถังน้ำมัน “Zündapp” จากเยอรมันถูกเจาะรูเล็กๆ ข้างถังเพื่อใช้ในการเช็คระดับน้ำมัน
แฮนด์บาร์เป็นแบบ one-off กล่องแบตเตอรี่ยังคงอยู่ แต่กล่องไฟซ่อนไว้ใต้เบาะด้านล่างถังน้ำมัน
ตัวจุดระเบิดใช้ของ “Dyna ignition” เครื่องยนต์ส่วนอื่นได้รับการดูแลจาก สำนัก “Pancake Customs”
ล้อขนาด 18 นิ้ว ล้อหน้าใช้ของ “Honda CM250” ขอบล้อ “BMW” ส่วนล้อหลังใช้ล้อเดิม “Honda CB750”
‘Special Alloy’ คือชื่อเรียกของเจ้าฮอนด้ากลายพันธุ์คันนี้ ซึ่งทั้ง Chris และ Coen เอง
ต่างกล่าวว่าผลงานที่ออกมาไปไกลกว่าที่คิดมาก มากกว่านั้นยังได้รับเกียรติให้โชว์ในงาน
“Cosmic Nozems Motorshow” งานจัดแสดงรถคัสตอมจากทั่วทุกพื้นที่ในแถบยุโรปกว่า 100 คัน
ที่เมือง Zwevegem ประเทศ Belgium อีกด้วย
ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: Thailand Motorbike Festival
Read more